9 วิธีเลือกซื้อโปรแกรม POS

POS Online

 คู่มือวิธีเลือกซื้อ โปรแกรม POS ร้านค้า และร้านอาหาร 

 

     - โปรแกรมหน้าร้าน POS ไม่ใช่ซื้อกับใคร ที่ไหนก็ได้ 


     - ไม่ใช่เลือกที่ราคาถูกเป็นสำคัญ เพราะระบบ POS เก็บเงินหน้าร้าน เป็นหัวใจสำคัญของทุกร้านค้า


     - ควรเน้นที่บริการการหลังการขายเป็นสำคัญ

 9 วิธีเลือกซื้อโปรแกรม POS มีดังนี้

     ศึกษาหาข้อมูล จากแหล่งต่างๆ

  1.     เปรียบเทียบโปรแกรม POS เลือกที่ถูกใจที่สุด 

  2.     โทรสอบถามข้อมูล โปรแกรม POS ที่เลือก

  3.     ขอใบเสนอราคา โปรแกรม POS

  4.     เปรียบเทียบราคา โปรแกรม POS แต่ล่ะเจ้า

  5.     ตัดสินใจซื้อ โปรแกรม POS ร้านค้า ร้านอาหาร

  6.     โทรนัดวันเวลาติดตั้ง โปรแกรม POS

  7.     ขั้นตอนการชำระเงิน โปรแกรม POS

  8.     บริการหลังการขาย ของโปรแกรม POS


1.) ศึกษาหาข้อมูล จากแหล่งต่างๆก่อน เช่น

 

  • จากคนที่เคย มีประสบการณ์ในการใช้โปรแกรม POS ร้านค้าปลีก

 


          - แนะนำให้หาข้อมูลเองจาก Google อย่าเชื่อคนอื่นทั้งหมด เพราะโปรแกรมขายสินค้าหน้าร้าน ถูกออกแบบมาไม่เหมือนกัน


          - บางโปรแกรมอาจจะใช้ได้ดีกับบางร้าน แต่อาจจะไม่เหมาะกับร้านค้าของเรา ดังนั้นเราต้องศึกษาเองว่า โปรแกรม POS แบบไหนเหมาะสมกับเรามากที่สุด

 

ภาพจาก online-software-ag.com


ประเภทของโปรแกรม POS ร้านค้า ร้านอาหาร 



แบบที่ 1  POS แบบชำระครั้งเดียว (One time Payment)

แยกออกเป็น

          1.1 โปรแกรม POS ร้านค้า ร้านอาหาร โดยเฉพาะ 

 

  • โปรแกรมหน้าร้านนี้ ออกแบบเพื่องานขายสินค้าหน้าร้านโดยเฉพาะ การใช้งานง่ายและไม่ซับซ้อน มีความหยืดหยุ่นสูงกว่า
  • วิธีสังเกตุ โปรแกรม POS หน้าตาโปรแกรมขายของ จะสบายตา ออกแบบหน้าตาโปรแกรม POS ร้านค้า ร้านอาหาร ให้ใช้งานง่าย  
โปรแกรม POS

 

          1.2 โปรแกรมบัญชี ที่มีโปรแกรม POS เสริม 

 

  • โปรแกรม POS แบบนี้ จะใช้การหลักทำงานของโปรแกรมบัญชีทั้งหมด มาใช้กับงานขายหน้าร้าน 
  • ทำใช้งานยาก ไม่คล่องตัว มีข้อจำกัดเยอะ มีขั้นตอนในการใช้งานมาก เหมาะสำหรับเป็นรูปบริษัท ที่มีหลายแผนก
  • วิธีสังเกตุของโปรแกรม POS แบบนี้ ดูได้จากคำว่า ลูกหนี้, เจ้าหนี้ ,ใบเสนอราคา หรือ ระบบเช็คธนาคาร เป็นต้น

ภาพจาก info.eaglebusinesssoftware.com


          ดังนั้นโครงสร้างของโปรแกรม POS จึงไม่เหมือนกัน เพราะแต่ละโปรแกรมคิดเงิน POS ถูกพัฒนาขึ้นมา มีจุดประสงค์ที่ต่างกัน 


แบบที่ 2 POS แบบรายเดือน (Pay per month)

ปัจจุบันแยกออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ

  • โปรแกรมที่ใช้ OS Android เป็น App บนมือถือ
  • โปรแกรมที่ใช้ IOS ใช้ได้เฉพาะ ค่ายของ Apple เท่านั้น
  • โปรแกรมที่เป็น Web-based Appelication ใช้กับอุปกรณ์อะไรก็ได้

ภาพจาก toppossystem.com

- โปรแกรม POS ทั้งสามแบบนี้ ต้องใช้ Internet ในการขายตลอดเวลา และเป็นระบบเช่ารายเดือน เพราะข้อมูลการขายทั้งทั้งหมด ต้องเช่าพื้นที่ Server บน Cloud


- ต้องเสียรายเดือนทุกเดือนจนกว่าจะเลิกใช้ หลายคนคิดว่า POS แบบรายเดือนลงทุนไม่เยอะ แต่หาก ลองคิดเป็นจำนวนปี จะรู้ว่าหมดเงินไปเท่าไรแล้ว สู้เลือกใช้โปรแกรม POS แบบชำระครั้งเดียวจบ ดีกว่า 



ภาพจาก howmuchpos.com


2. เปรียบเทียบโปรแกรม POS เลือกที่ถูกใจที่สุด 

  • เมื่อเราสามารถแยกออกแล้ว ระหว่างโปรแกรมหน้าร้าน POS, โปรแกรมบัญชีและ App แบบรายเดือน ได้แล้วว่าต่างกันอย่างไร
  • เราต้องรู้รูปแบบของร้านเรา ว่าเปิดเป็นร้านค้าประเภทใด และ ดูความต้องการที่แท้จริง ว่าเราต้องการโปรแกรม POS แบบไหนกันแน่
  • เมื่อได้ข้อมูลจนเป็นที่พอใจ แล้วทำการคัดเลือกโปรแกรมที่ถูกใจและเหมาะกับร้านค้าของเรามากที่สุด

 

3. โทรสอบถามข้อมูล โปรแกรม POS ที่เลือก 

  • เมื่อเราคัดเลือกได้แล้ว เราควรโทรเข้าไปสอบถามเพิ่มเติม ในส่วนที่เราต้องการรู้ ถามให้ละเอียดก่อนตัดสินใจ
  • ดูโปรแกรม POS ที่เราเลือกนั้น เป็นรูปแบบบุคคลธรรมดา หรือ รูปบริษัท เพราะจะมีผลต่อ การบริการหลังการขาย
  • โปรแกรมขายสินค้าหน้าร้าน POS มันไม่ใช้แค่ติดตั้งแล้วจบกัน เหมือนเครื่องใช้ไฟฟ้า มันต้องมีการดูแลหลังการขาย อีกมาก
  • ปัญหาที่พบบ่อย ส่วนใหญ่จะไม่เกี่ยวกับโปรแกรม POS อาจถูกปฎิเสธการให้บริการได้
  • ดูว่าเป็นบริษัทของคนไทยหรือไม่ จะมีผลต่อการให้บริการภายหลัง เพราะจะติดต่อยาก
  • เพื่อความแน่ใจ ดาวน์โหลด โปรแกรม POS มาทดลองใช้ หรือดูหน้าตาการทำงานต่างๆก่อน

อธิบาย POS
ภาพจาก bimpos.com

  • ดาวน์โหลด โปรแกรม POS มาทดลองใช้ แต่จะไม่มีเจ้าหน้าที่คอยสอนให้ ต้องศึกษาเอาเอง ส่วนใหญ่จะเสียเวลาเปล่า 
  • สาธิตโปรแกรม POS Online จากเจ้าของโปรแกรม POS ร้านค้าปลีก เลย ทำให้เข้าใจได้ง่ายและไม่เสียเวลาเรียนรู้ 
  • เรียกเจ้าหน้าที่เข้ามาสาธิตโปรแกรม POS ให้เราดูที่ร้านเลย แบบนี้จะได้รายละเอียดครบกว่า ว่าโปรแกรม POS ตรงกับความต้องการของร้านเราหรือไม่
     

4. ขอใบเสนอราคา โปรแกรม POS

 

  • เมื่อเลือกโปรแกรม POS ร้านอาหาร ที่ถูกใจแล้ว ก็ขอใบเสนอราคา จากเจ้าของ โปรแกรม POS ร้านนั้นๆ ได้เลย
  • เราต้องดูว่าโปรแกรมที่เสนอมารวมภาษีมูลค่าเพิ่มหรือยัง
  • ให้ดูข้อเสนอต่างๆ เช่น มีบริการสอนถึงที่ไหม สอนใช้เวลานานแค่ไหน
  • โปรแกรมหลายที่บอกว่าใช้งานง่าย ให้ดูตรงระยะเวลาการสอน ว่าสอนใช้เวลากี่ชั่วโมง หรือ กี่วัน 
  • ถ้าเป็นโปรแกรมที่ใช้งานง่ายจริง ก็ไม่หน้าเกิน 3 ชั่วโมง ก็จะเข้าใจโปรแกรมขายของทั้งหมดแล้ว



5. เปรียบเทียบราคา โปรแกรม POS แต่ล่ะเจ้า

 

  • เลือกโปรแกรม POS ที่ถูกใจ และ เหมาะสมกับร้านค้า ของเรามากที่สุด
  • อย่าดูเพียงแค่ราคาอย่างเดียว ให้ดูบริการหลังการขาย การรับประกัน
  • ค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น ค่าบริการ รายเดือน หรือ รายปี มีหรือไม่
  • ร้านค้าที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ลองซื้อมาใช้ เสียเวลาป้อนข้อมูลทุกอย่าง แต่ถึงเวลา โปรแกรมไม่สามารถใช้งานได้จริง
  • ต้องเสียเวลาเรียนรู้และป้อนข้อมูล  และต้องเสียเงินสองรอบ เพื่อหาซื้อโปรแกรม POS ร้านค้า มาใหม่
  • แล้วก็ไม่รู้ว่าโปรแกรมแคชเชียร์ ที่ซื้อมาใหม่จะเหมือนเดิมหรือเปล่า
  • ดังนั้นเราต้องศึกษาจากข้อมูลเบื้องต้น ที่ให้ไว้ด้านบนก่อน

 
6. ตัดสินใจซื้อ โปรแกรม POS ร้านค้า ร้านอาหาร

 

  • เมื่อไตร่ตรองถี่ถ้วนแล้ว ว่าโปรแกรมแคชเชียร์หน้าร้าน ที่เหมาะกับร้านของเรา เป็นโปรแกรม POS ของเจ้าไหน
  • ก็ตัดสินใจซื้อได้เลย แต่ก็ต้องดูการชำระเงินด้วย บางรายจะให้โอนก่อน 100%
  • บางรายก็จะเก็บเงินค่ามัดจำบางส่วน และเก็บที่เหลือทั้งหมดเมื่อวันติดตั้ง แล้วแต่ตกลงกัน

7. โทรนัดวันเวลาติดตั้ง โปรแกรม POS

  • เมื่อตัดสินใจเลือกซื้อโปรแกรม POS แล้ว ก็ถึงเวลาโทรนัดวันเวลาติดตั้ง เราควรพร้อมทั้งสถานที่ และ คนที่จะเรียนรู้ 
  • ความพร้อมด้านสถานที่ ควรมีปลั๊กไฟ มีโต๊ะทำงานหรือเคาเตอร์ที่สามารถเรียนรู้โปรแกรม POS ได้สะดวก
  • สถานที่ต้องเอื้อประโยชน์ในการเรียนรู้โปรแกรม POS ร้านอาหาร เพราะเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก
  • ปัญหาอื่นๆ ควรให้สถานที่พร้อมก่อน แล้วค่อยนัดติดตั้งโปรแกรม POS
  • ความพร้อมของคนเรียน คนที่เรียนต้องมีสมาธิในการเรียน 
  • อย่าเพิ่งเอาเวลาไปจัดสินค้าหรือเอาเวลาไปขายของ เพราะเจ้าหน้าที่เค้าจะเข้าไปสอนถึงสถานที่เพียงครั้งเดียว 
  • ดังนั้นเจ้าของกิจการ ต้องให้ความสำคัญต้องการเรียนรู้โปรแกรม POS ให้มาก
  • เมื่อเราเข้าใจโปรแกรม POS แล้ว ปัญหาต่างๆจะหมดไป
  • ส่วนใหญ่ปัญหามาจาก คนซื้อไม่ได้เรียน คนเรียนไม่ได้ซื้อ
  • พอคนเรียนลาออก คราวนี้จะเกิดปัญหาขึ้นมาทันที
ภาพจาก paycomet.com

สำหรับคนที่เพิ่งเปิดร้านใหม่ 

  • แนะนำให้ซื้อโปรแกรมแคชเชียร์ ก่อนเปิดร้านล่วงหน้า 1-2 อาทิตย์ หรือ ก่อนที่สินค้าจะมาส่ง
  • เพราะเมื่อสินค้ามาส่งเราก็จะยุ่งการจัดสินค้า ทำให้ไม่มีสมาธิในการเรียนรู้ โปรแกรม POS ร้าน ได้อย่างเต็มที่
  • เราควรซื้อโปรแกรมคิดเงิน POS ก่อน เพราะจะทำให้รู้ว่าเราควรจะเริ่มทำอะไรตรงไหน
  • เราต้องคียส์ข้อมูลสินค้าต่างๆ พร้อมทั้งสต็อก เข้าไปทั้งหมดก่อนการขายจริง ข้อมูลถึงจะถูกต้อง สต็อกถึงจะตรงตั้งแต่แรก
  • หลายคนคิดว่าซื้อโปรแกรม POS ร้านค้า แล้ววันรุ่งขึ้นแล้วขายได้เลย มันก็อาจจะทำได้ ถ้าสินค้าเราไม่มาก 
  • ส่วนใหญ่จะทำไม่ทัน แล้วขายไปก่อน สต็อกสินค้าก็จะผิด ตั้งแต่เปิดร้าน
  • แล้วก็มานั่งนับสต็อกกันใหม่ กว่าจะตรงจะใช้เวลานาน ทำให้มันถูกต้องตั้งแต่ครั้งแรกจะดีกว่า 
  • บางร้านคิดว่าซื้อโปรแกรมแคชเชียร์ POS มาแล้ว เจ้าหน้าที่จะป้อนข้อมูลให้หมด เราไม่ต้องทำอะไรเลย เป็นความคิดที่ผิดนะครับ 
  • เจ้าหน้าที่จะสอนการป้อนข้อมูลต่างๆให้ เราเป็นคนป้อนข้อมูลสินค้าเอง เพราะเราจะรู้จักสินค้าทั้งหมดดีที่สุด คนอื่นจะไม่รู้ดีเท่าเรา
  • ดังนั้นแนะนำว่า เราควรศึกษาการใช้งานของโปรแกรมคิดเงิน POS และป้อนข้อมูลเองทั้งหมดจะดีที่สุด

สำหรับคนที่เปิดร้านแล้ว

  • สามารถซื้อโปรแกรมเก็บเงิน POS มาใช้ได้เลย โดยแบ่งกลุ่มออกเป็นหมวดหมู่ต่างๆไว้ล่วงหน้าก่อน
  • ส่วนสต็อกสินค้า ถ้ามีเวลา ก็นับสต็อกล่วงหน้าไว้ก่อน จะช่วยประหยัดเวลาได้มาก
  • แล้วทำตามขั้นตอนต่างๆของโปรแกรม POS ร้านค้า ได้เลย  
  • บางโปรแกรม POS สามารถนำข้อมูลจากโปรแกรมเก่ามาใช้ได้ โดยนำข้อมูลที่เป็น Excel มาใส่ในโปรแกรม POS ร้านค้าใหม่ได้เลย 
  • บางร้านไม่อยากเปลี่ยนโปรแกรม POS ร้านค้าใหม่ ทั้งๆที่ใช้มามีปัญหามากมาย เพราะไม่อยากคีย์ข้อมูลสินค้าใหม่



8. ขั้นตอนการชำระเงิน โปรแกรม POS

 

  • การชำระเงินก็สำคัญ บางรายก็มีเก็บค่ามัดจำบางส่วน บางรายก็ชำระเต็มจำนวนในวันติดตั้ง
  • ถ้าลูกค้าที่อยู่ต่างจังหวัด ต้องดูและศึกษาให้แน่ใจก่อนตัดสินใจโอนเงิน
  • ถ้าเป็นบุคคลธรรมดา ต้องระมัดระวังมากหน่อย มีโอกาสที่โอนไปแล้วจะไม่ได้สินค้าที่สั่ง
  • แนะนำว่าควรซื้อโปรแกรมหน้าร้านกับบริษัท จะมีความปลอดภัยมากกว่า



9. บริการหลังการขาย ของโปรแกรม POS 

 

  • เป็นหัวใจสำคัญที่สุด ที่เราจะต้องพิจารณามากกว่าราคา คือ การบริการหลังการขาย
  • โปรแกรม POS ราคาถูก แต่บริการหลังการขายไม่ดี แบบนี้เลือกซื้อโปรแกรม POS ที่ราคาสูงขึ้นมาหน่อยจะดีกว่า
  • เพราะ โปรแกรมเก็บเงินหน้าร้าน ไม่เหมือนกับสินค้าอื่นๆ ที่ขายแล้วจบกันจำเป็นต้องมีบริการหลังการขายอีกมาก และ ต้องการความรวดเร็วในการแก้ปัญหา ไม่เหมือน เครื่องใช้ไฟฟ้า

ภาพจาก bluefin.com


ปัญหาของโปรแกรม POS อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ

เช่น

  • ปัญหาจากตัวโปรแกรมเอง
  • ปัญหาของเครื่องคอมพิวเตอร์
  • ปัญหาจากWindows
  • ปัญหาจาก ไวรัส
  • ปัญหาจากระบบ Network
  • ปัญหา Internet 
  • ปัญหาจากผู้ใช้งาน
  • ปัญหา OS Update ตัวมันเอง  

     

     ซึ่งหลายๆปัญหาไม่ได้เกิดจากตัวโปรแกรมขายของหน้าร้าน ยิ่งถ้าเราซื้อโปรแกรม POS กับคอมพิวเตอร์พร้อมอุปกรณ์เก็บเงินแยกกัน เมื่อลูกค้าซื้อโปรแกรม POS จากที่หนึ่ง แล้วไปใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่หามาเอง แล้ววันหนึ่งเกิด windows เสีย หรือ Hard Desk พัง ทางโปรแกรมบางรายอาจจะไม่บริการให้ เพราะไม่เกี่ยวกับตนเอง บางที่ก็ให้ลูกค้าซื้อโปรแกรม POS ร้านค้าใหม่อีกครั้ง เพราะหมายเลขเครื่องที่ผูกกับโปรแกรม POS ได้เปลี่ยนไป ปัญหานี้เกิดบ่อย
     ดังนั้นแนะนำว่าควรซื้อโปรแกรมขายหน้าร้านและอุปกรณ์เก็บเงินจากที่เดียวกันจะดีที่สุด ปัจจุบันสามารถ รีโมท ผ่านเน็ท เข้ามาแก้ไขปัญหาที่เครื่อง POS ของเราได้เลย จะแก้ปัญหาได้รวดเร็วและตรงจุด เพราะเห็นน่าจอเดียวกัน         
  • ข้อมูลนี้เป็นการแชร์ประสบการณ์ วิธีเลือกซื้อโปรแกรมขายหน้าร้าน POS
  • ถือว่ามีประโยชน์สำหรับท่านที่กำลังมองหาโปรแกรมเหล่านี้อยู่
  • ซึ่งข้อมูลนี้อาจเป็นประโยชน์สำหรับบางท่านไม่มากก็น้อย

 

ด้วยความห่วงใย จากทีมงาน Real4POS.com

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้