9 วิธีเลือกซื้อโปรแกรม POS

บทความ POS

     - โปรแกรมหน้าร้าน POS ไม่ใช่ซื้อกับใคร ที่ไหนก็ได้ 
     - ไม่ใช่เลือกที่ราคาถูกเป็นสำคัญ 
     - เพราะระบบเก็บเงินหน้าร้าน เป็นหัวใจสำคัญของทุกร้านค้า
     - ควรเน้นที่บริการการหลังการขายเป็นสำคัญ


1.)ศึกษาหาข้อมูล จากแหล่งต่างๆก่อน เช่น

  • จากคนที่เคย มีประสบการณ์ในการใช้โปรแกรม POS
  • ค้นหาจาก www.Google.com

          - แนะนำให้หาข้อมูลเองจาก Google อย่าเชื่อคนอื่นทั้งหมด เพราะโปรแกรมขายสินค้าหน้าร้าน ถูกออกแบบมาไม่เหมือนกัน
          - บางโปรแกรมอาจจะใช้ได้ดีกับบางร้าน  แต่อาจจะไม่เหมาะกับร้านของเรา ดังนั้นเราต้องศึกษาเองว่า โปรแกรม POS แบบไหนเหมาะสมกับเรามากที่สุด

 

ภาพจาก online-software-ag.com

ประเภทของโปรแกรมเก็บเงินหน้าร้าน 

แบบที่ 1  แบบชำระครั้งเดียว (One time Payment)

แยกออกเป็น

          1.1 เป็นโปรแกรมเก็บเงินหน้าร้านโดยเฉพาะ (POS Software) 
  • โปรแกรมประเภทนี้จะถูกออกแบบเพื่องานขายหน้าร้านโดยเฉพาะ การใช้งานง่ายและไม่ซับซ้อน มีความหยืดหยุ่นสูงกว่า
  • วิธีสังเกตุของโปรแกรมประเภทนี้ หน้าตาโปรแกรมจะสบายตา ไม่เป็นตารางๆออกแบบหน้าตาโปรแกรม POS ให้ใช้งานง่าย จะไม่มีคำว่า ลูกหนี้ เจ้าหนี้ หรือคำอื่นๆที่เป็นภาษาบัญชี จะมีไม่กี่บริษัทที่ทำโปรแกรมเก็บเงินหน้าร้านโดยเฉพาะ


 

          1.2 เป็นโปรแกรมบัญชี ที่มีส่วนของหน้าร้าน (Accounting Software) 

  • โปรแกรมประเภทนี้ จะใช้การหลักทำงานของโปรแกรมบัญชีทั้งหมดมาใช้กับงานขายหน้าร้าน เหมาะสำหรับร้านที่ส่งงบดุลเองกับสรรพากร
  • แต่มีข้อเสียคือ การใช้งานยาก ไม่คล่องตัว มีข้อจำกัดเยอะ มีขั้นตอนในการใช้งานมาก เหมาะสำหรับเป็นรูปบริษัท ที่มีหลายแผนก
  • วิธีสังเกตุของโปรแกรมประเภทนี้ ดูได้จากคำว่า ลูกหนี้, เจ้าหนี้ ,ใบเสนอราคา หรือ ระบบเช็คธนาคาร เป็นต้น

  • ภาพจาก info.eaglebusinesssoftware.com

          ดังนั้นโครงสร้างของโปรแกรม POS จึงไม่เหมือนกัน วิธีการคิดและวิธีออกแบบโปรแกรม ก็ต่างกันมาก เพราะแต่ละโปรแกรมคิดเงินถูกพัฒนาขึ้นมา มีจุดประสงค์ไม่เหมือนกัน 


แบบที่ 2 แบบเช่ารายเดือน (Pay per month)

ปัจจุบันแยกออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ

  • โปรแกรมที่ใช้ OS Android เป็น App บนมือถือ
  • โปรแกรมที่ใช้ IOS ใช้ได้เฉพาะ ค่ายของ Apple เท่านั้น

โปรแกรมที่เป็น Web-based Appelication ใช้กับอุปกรณ์อะไรก็ได้
ภาพจาก toppossystem.com

- ทั้งสามอย่าง ต้องใช้ Internet ในการขายทั้งหมด และเป็นระบบเช่ารายเดือนหรือรายปี
เพราะข้อมูลไม่ได้อยู่ที่เครื่องลูกค้า ต้องนำข้อมูลทุกอย่างไปเช่าพื้นที่อยู่ใน Server บน Cloud
- ต้องเสียรายเดือนทุกเดือนจนกว่าจะเลิกใช้ ความรู้สึกแรกจะรู้สึกว่า ราคาถูก เพราะคิดว่าซื้อแบบรายเดือนลงทุนไม่เยอะ ก็สามารถมีเครื่องเก็บเงินมาใช้ แต่หาก ลองคิดเป็นจำนวนปี ที่เราต้องเปิดร้านดู การลงทุนจะมากกว่าการชำระเงินแบบครั้งเดียวมาก



ภาพจาก howmuchpos.com


2.เปรียบเทียบข้อมูล เลือกที่ถูกใจที่สุด 

  • เมื่อเราเริ่มมีความรู้ด้านนี้พอสมควร สามารถแยกออกแล้วระหว่างโปรแกรมหน้าร้าน POS, โปรแกรมบัญชีและ App แบบรายเดือน ได้แล้วว่าต่างกันอย่างไร
  • เราต้องรู้รูปแบบของร้านเรา ว่าเปิดเป็นร้านค้าประเภทใด และ ดูความต้องการที่แท้จริง ว่าเราต้องการโปรแกรม POS แบบไหนกันแน่
  • เมื่อได้ข้อมูลจนเป็นที่พอใจ แล้วทำการคัดเลือกโปรแกรมที่ถูกใจและเหมาะกับเรามากที่สุด

 

3.โทรสอบถามเจ้าของผลิตภัณฑ์  

  • เมื่อเราคัดเลือกได้แล้ว เราควรโทรเข้าไปสอบถามเพิ่มเติมในส่วนที่เราต้องการรู้
  • ถามให้ละเอียดก่อนตัดสินใจ ทุกโปรแกรมยินดีให้ข้อมูลเต็มที่อยู่แล้วครับ ดูเบอร์โทรตรง ติดต่อเรา หรือ Contact Us ก่อนโทรไปคุย
  • ลองดูสักนิดว่า โปรแกรมที่เราเลือกนั้น เป็นรูปแบบบุคคลธรรมดา หรือ รูปบริษัท เพราะจะมีผลต่อการบริการหลังการขาย
  • ในรูปบริษัทย่อมน่าเชื่อถือกว่า เพราะฉะนั้นไม่ใช่ซื้อโปรแกรม POS หน้าร้านที่ไหนกับใครก็ได้
  • โปรแกรมขายสินค้าหน้าร้าน POS มันไม่ใช้แค่ติดตั้งแล้วจบกัน เหมือนเครื่องใช้ไฟฟ้า
  • มันมีอะไรมากกว่านั้นเยอะ ควรจะมีทีมบริการหลังการขายโดยเฉพาะ
  • ปัญหาที่พบบ่อย ส่วนใหญ่เป็นปัญหา ไวรัส,คอมพิวเตอร์,Network,Internet และ ปัญหาจาก Windows ซึ่งบางที่ก็ไม่เกี่ยวกับโปรแกรม POS
  • เจ้าหน้าที่ควรให้คำแนะนำได้ ว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไร
  • หลายๆที่เมื่อเช็คอาการแล้วไม่เกี่ยวกับโปรแกรม อาจถูกปฎิเสธการให้บริการได้
  • จะมีกี่บริษัทที่ให้บริการมากกว่าแค่ในโปรแกรมของตนเอง
  • ดังนั้นก่อนตัดสินใจ ควรโทรไปสอบถาม เช็คให้แน่ใจก่อนว่าเป็นบุคคลธรรมดา หรือ เป็นรูปบริษัท
  • เป็นบริษัทของคนไทยหรือไม่ มีผลต่อการให้บริการภายหลัง
  • เพื่อความแน่ใจ เราลองขอดูตัวอย่างการใช้งานของโปรแกรม มาทดลองใช้หรือดูหน้าตาการทำงานต่างๆก่อน

ภาพจาก bimpos.com

  • ดาวน์โหลด  จาก Internet  ในเว็บไซด์ของโปรแกรมนั้นๆ  ซึ่งส่วนใหญ่จะมีให้ดาวน์โหลดฟรี แต่จะไม่มีเจ้าหน้าที่คอยสอนให้ ต้องศึกษาเอาเอง ขั้นตอนนี้จะใช้เวลานานในการทำความเข้าใจกับโปรแกรมนั้นๆ ส่วนใหญ่จะเสียเวลาเปล่า

 

  • สาธิตโปรแกรมผ่านอินเตอร์เน็ต โดยเจ้าของโปรแกรม จะให้เรารีโมท เข้าไปที่เครื่อง โดยผ่าน โปรแกรม Teamviwer ซึ่งสามารถโหลดได้ฟรีจาก Googel หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ก็จะทำการอธิบายการทำงานต่างๆของโปรแกรมให้เราทราบ ผ่านทางโทรศัพท์ โดยจะเห็นหน้าจอเดียวกันกับเจ้าของโปรแกรมเลย ทำให้เข้าใจได้ง่ายและไม่เสียเวลาเรียนรู้

 

  • เรียกเจ้าหน้าที่เข้ามาสาธิตโปรแกรมให้เราดูที่ร้านเลย ซึ่งบางโปรแกรมจะมีบริการให้ฟรี บางโปรแกรมก็อาจเก็บค่าใช้จ่าย แบบนี้จะได้รายละเอียดครบกว่า เพราะสามารถสอบถามปัญหาต่างๆที่เราอยากรู้ได้เลย ว่าโปรแกรมตรงกับความต้องการของเราหรือไม่
     
4.ขอใบเสนอราคา
  • เมื่อศึกษาและดูการทำงานของโปรแกรมจนแน่ใจแล้ว ก็ขอใบเสนอราคาจากแต่ละโปรแกรม
  • เราต้องดูว่าโปรแกรมที่เสนอมารวมภาษีมูลค่าเพิ่มหรือยัง
  • ให้ดูข้อเสนอต่างๆ เช่น มีบริการสอนถึงที่ไหม สอนใช้เวลานานแค่ไหน
  • โปรแกรมหลายที่บอกว่าใช้งานง่าย ให้ดูตรงระยะเวลาการสอน ว่าสอนใช้เวลากี่ชั่วโมง หรือ กี่วัน 
  • ถ้าเป็นโปรแกรมที่ใช้งานง่ายจริง ก็ไม่หน้าเกิน 3 ชั่วโมง ก็จะเข้าใจโปรแกรมขายของทั้งหมดแล้ว
  • ที่สำคัญที่ควรดู เราควรดูว่า มีค่าบริการรายเดือนและรายปีหรือไม่
  • ถ้ามีคิดเท่าไรต่อปี แล้วมีการคิดย้อนหลังหรือไม่ หลายรายไม่ถามให้ละเอียดทำให้เสียค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมาก
5.เปรียบเทียบราคา
  • เมื่อได้ใบเสนอราคามาหมดแล้ว ทำการเปรียบเทียบราคา
  • เลือกโปรแกรมที่ถูกใจ และ เหมาะสมกับร้านเรามากที่สุด
  • อย่าดูเพียงแค่ราคาอย่างเดียว ให้ดูบริการหลังการขาย การรับประกัน
  • ค่าใช้จ่ายต่างๆที่จะเกิดขึ้นหลังจากติดตั้งโปรแกรมด้วย
  • ที่สำคัญต้องดูว่าเป็นบุคคลธรรมดา หรือ เป็นรูปบริษัท 
  • ร้านค้าที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ลองซื้อมาใช้ เสียเวลาป้อนข้อมูลทุกอย่าง
  • แต่ถึงเวลา โปรแกรมไม่สามารถใช้งานได้จริง
  • ต้องเสียเวลาเรียนรู้และป้อนข้อมูล  และต้องเสียเงินสองรอบเพื่อหาซื้อโปรแกรมใหม่
  • แล้วก็ไม่รู้ว่าโปรแกรมแคชเชียร์ที่ซื้อมาใหม่จะเหมือนเดิมหรือเปล่า
  • ดังนั้นเราต้องศึกษาจากข้อมูลเบื้องต้นที่ให้ไว้ด้านบน
 
6.ตัดสินใจซื้อ 
  • เมื่อไตร่ตรองถี่ถ้วนแล้ว ว่าโปรแกรมแคชเชียร์หน้าร้าน ที่เหมาะกับร้านของเรา เป็นของเจ้าไหน
  • ก็ตัดสินใจซื้อได้เลย แต่ก็ต้องดูการชำระเงินด้วย บางรายจะให้โอนก่อน 100%
  • บางรายก็จะเก็บเงินค่ามัดจำบางส่วน และเก็บที่เหลือทั้งหมดเมื่อวันติดตั้ง แล้วแต่ตกลงกัน

7.โทรนัดวันเวลาติดตั้ง 

        เมื่อตัดสินใจเลือกซื้อแล้ว ก็ถึงเวลาโทรนัดวันเวลาติดตั้ง เราควรพร้อมทั้งสถานที่ และ คนที่จะเรียนรู้ 

  • ความพร้อมด้านสถานที่ ควรมีปลั๊กไฟให้เรียบร้อย มีโต๊ะทำงานหรือเคาเตอร์ที่สามารถเรียนรู้โปรแกรมได้อย่างสะดวก
  • สถานที่ต้องเอื้อประโยชน์ในการเรียนรู้โปรแกรม บางที่สียังแห้ง ไฟยังไม่มา
  • ปัญหาอื่นๆ ควรให้สถานที่พร้อมก่อนแล้วค่อยนัดติดตั้งโปรแกรม
  • ความพร้อมของคนเรียน คนที่เรียนต้องมีสมาธิในการเรียน เพราะเป็นสิ่งใหม่ที่เรายังไม่เคยใช้มาก่อน
  • อย่าเพิ่งเอาเวลาไปจัดสินค้าหรือเอาเวลาไปขายของ เพราะเจ้าหน้าที่เค้าจะเข้าไปสอนถึงสถานที่เพียงครั้งเดียว ครั้งต่อไปจะสอนทางโทรศัพท์แทน
  • ดังนั้นเจ้าของกิจการต้องให้ความสำคัญต้องการเรียนรู้โปรแกรมให้มาก
  • เมื่อเราเข้าใจโปรแกรมแล้ว ปัญหาต่างๆจะหมดไป
  • ส่วนใหญ่ปัญหามาจาก คนซื้อไม่ได้เรียน คนเรียนไม่ได้ซื้อ
  • พอคนเรียนลาออก คราวนี้จะเกิดปัญหาขึ้นมาทันที
ภาพจาก paycomet.com

สำหรับคนที่เพิ่งเปิดร้านใหม่ 

  • แนะนำให้ซื้อโปรแกรมแคชเชียร์ ก่อนเปิดร้านล่วงหน้า 1-2 อาทิตย์ หรือ ก่อนที่สินค้าจะมาส่ง
  • เพราะเมื่อสินค้ามาส่งเราก็จะยุ่งการจัดสินค้า ทำให้ไม่มีสมาธิในการเรียนรู้
  • เราควรซื้อโปรแกรมก่อน เพราะจะทำให้รู้ว่าเราควรจะเริ่มทำอะไรตรงไหน
  • เราต้องคียส์ข้อมูลสินค้าต่างๆ พร้อมทั้งสต็อก เข้าไปทั้งหมดก่อนการขายจริง ข้อมูลถึงจะถูกต้อง สต็อกถึงจะตรงตั้งแต่แรก
  • หลายคนคิดว่าซื้อโปรแกรมแล้ววันรุ่งขึ้นแล้วขายได้เลย มันก็อาจจะทำได้ ถ้าสินค้าเราไม่มาก และ คนป้อนข้อมูลพิมพ์ได้เร็ว
  • ส่วนใหญ่จะทำไม่ทัน แล้วขายไปก่อน สต็อกก็จะไม่ถูกตั้งแต่เปิดร้าน
  • แล้วก็มานั่งนับสต็อกกันใหม่ กว่าจะตรงจะใช้เวลานาน ทำให้มันถูกต้องตั้งแต่ครั้งแรกจะดีกว่า 
  • บางร้านคิดว่าซื้อโปรแกรมแคชเชียร์ POS มาแล้ว เจ้าหน้าที่จะป้อนข้อมูลให้หมด เราไม่ต้องทำอะไรเลย เป็นความคิดที่ผิดนะครับ
  • เจ้าหน้าที่จะสอนการป้อนข้อมูลต่างๆให้เราเป็นคนป้อนข้อมูลเอง เพราะเราจะรู้จักสินค้าทั้งหมดดีที่สุด คนอื่นจะไม่รู้ดีเท่าเรา
  • บางโปรแกรมรับป้อนข้อมูลให้ลูกค้าทั้งหมด พอถึงเวลาที่เราที่เราจะเพิ่มข้อมูลสินค้าหรือข้อมูลบางอย่าง
  • เค้าจะคิดค่าใช้จ่ายเราตลอด จนกว่าเราจะเลิกใช้โปรแกรมนะครับ
  • ดังนั้นแนะนำว่าเราควรศึกษาการใช้งานของโปรแกรมคิดเงินและป้อนข้อมูลเองทั้งหมดจะดีที่สุด

สำหรับคนที่เปิดร้านแล้ว

  • สามารถซื้อโปรแกรมเก็บเงินมาใช้ได้เลย โดยแบ่งกลุ่มออกเป็นหมวดหมู่ต่างๆไว้ล่วงหน้าก่อน
  • ส่วนสต็อกถ้ามีเวลา ก็นับสต็อกล่วงหน้าไว้ก่อนจะช่วยประหยัดเวลาได้มาก
  • แล้วทำตามขั้นตอนต่างๆของโปรแกรมได้เลย   
  • บางโปรแกรมสามารถนำข้อมูลจากโปรแกรมเก่ามาใช้ได้ โดยนำข้อมูลที่เป็น Excel มาใส่ในโปรแกรมใหม่ได้เลย ทำให้เราไม่ต้องคีย์ข้อมูลใหม่ทั้งหมด ที่เหลือก็ใส่แค่สต็อกและข้อมูลบางอย่างเท่านั้น
  • บางร้านไม่อยากเปลี่ยนโปรแกรมใหม่ ทั้งๆที่ใช้มามีปัญหามากมาย เพราะไม่อยากคีย์ข้อมูลใหม่
  • ตอนนี้ลองมองหาโปรแกรมคิดเงินหน้าร้านใหม่ๆได้แล้ว

8.ชำระเงิน 
  • การชำระเงินก็สำคัญ บางรายก็มีเก็บค่ามัดจำบางส่วน บางรายก็ชำระเต็มจำนวนในวันติดตั้ง
  • ถ้าลูกค้าลูกในกรุงเทพและปริมณฑลไม่ค่อยมีปัญหาอะไร
  • ที่จะมีปัญหาคือลูกค้าที่อยู่ต่างจังหวัด ต้องดูและศึกษาให้แน่ใจก่อนตัดสินใจโอนเงิน
  • ถ้าเป็นบุคคลธรรมดา ต้องระมัดระวังมากหน่อย มีโอกาสที่โอนไปแล้วจะไม่ได้สินค้าที่สั่ง
  • แนะนำว่าควรซื้อโปรแกรมหน้าร้านกับบริษัท จะมีความปลอดภัยมากกว่า
  • เวลาโอนให้ดูชื่อบัญชี ว่าเป็นชื่อบุคลธรรมดาหรือชื่อบริษัท
  • บางโปรแกรมเปิดเป็นรูปบริษัท แต่เวลาให้ลูกค้าโอนเงิน กลับเป็นชื่อบุคคลธรรมดา แบบนี้ก็ต้องระวังนะครับ

9.บริการหลังการขาย
  • เป็นหัวใจสำคัญที่สุด ที่เราจะต้องพิจารณามากกว่าราคา
  • บางโปรแกรมราคาถูก แต่บริการหลังการขายไม่ดี แบบนี้ย่อมซื้อโปรแกรมแพงหน่อยจะดีกว่า
  • เพราะ โปรแกรมเก็บเงินหน้าร้าน ไม่เหมือนกับสินค้าอื่นๆ ที่ขายแล้วจบกัน
  • จำเป็นต้องมีบริการหลังการขายอีกมากและเป็นอะไรที่ต้องการความรวดเร็วในการแก้ปัญหา

ภาพจาก bluefin.com


ปัญหาอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ

เช่น

  • ปัญหาจากตัวโปรแกรมเอง
  • ปัญหาของเครื่องคอมพิวเตอร์
  • ปัญหาจากWindows
  • ปัญหาจาก ไวรัส
  • ปัญหาจากระบบ Network
  • ปัญหา Internet 
  • ปัญหาจากผู้ใช้งาน
  • ปัญหา OS Update ตัวมันเอง  

     ซึ่งหลายๆปัญหาไม่ได้เกิดจากตัวโปรแกรมขายของหน้าร้าน ยิ่งถ้าเราซื้อโปรแกรมกับคอมพิวเตอร์พร้อมอุปกรณ์แยกกัน ผู้จำหน่ายโปรแกรมบางรายอาจจะไม่ Support เรื่องที่ไม่เกี่ยวกับตนเอง เช่น ลูกค้าซื้อโปรแกรมจากที่หนึ่ง แล้วไปใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่หามาเอง แล้ววันหนึ่งเกิด windows เสีย หรือ Hard Desk พัง ทางโปรแกรมบางรายอาจจะไม่บริการให้ เพราะไม่เกี่ยวกับตนเอง บางที่ก็ให้ลูกค้าซื้อโปรแกรมใหม่อีกครั้งเพราะหมายเลขเครื่องที่ผูกกับโปรแกรมได้เปลี่ยนไป ปัญหานี้เกิดบ่อย

     ดังนั้นแนะนำว่าควรซื้อโปรแกรมขายหน้าร้านและอุปกรณ์จากที่เดียวกันจะดีที่สุด บางบริษัทเวลาติดปัญหาอะไร ให้โทรเข้าเบอร์ปกติที่สำนักงาน ซึ่งเป็นระบบตอบรับอัตโนมัติ ให้เราตอบข้อมูลต่างๆก่อนจะให้บริการ ซึ่งกว่าจะได้คุยกับเจ้าหน้าที่ ใช้เวลานานหรือบางทีก็ถูกตัดสายทิ้งก็มีบ่อย ถ้าแบบนี้จะให้บริการไม่ทันเมื่อเกิดปัญหา บางที่ดีหน่อยที่มีเบอร์ Hot Line สายด่วนถึงเบอร์มือถือของเจ้าหน้าที่ Support โดยตรง ทำให้แก้ปัญหาได้ทันที หรือบางที่ก็สามารถ รีโมท ผ่านเน็ท เข้ามาแก้ไขที่เครื่องของเราได้เลยแบบนี้จะแก้ปัญหาได้รวดเร็วและตรงจุดมากกว่าครับ เพราะเห็นน่าจอเดียวกัน         


- ข้อมูลนี้เป็นการแชร์ประสบการณ์ วิธีเลือกซื้อโปรแกรมขายหน้าร้าน POS
- ถือว่ามีประโยชน์สำหรับท่านที่กำลังมองหาโปรแกรมเหล่านี้อยู่
- ซึ่งข้อมูลนี้อาจเป็นประโยชน์สำหรับบางท่านไม่มากก็น้อย

Powered by MakeWebEasy.com